StudyAustralia
🌏 ไทย ▾

2026-05-21 · Diana Chu

แกะรอยอันดับมหาวิทยาลัยออสเตรเลีย QS 2026: แผนที่นำทางสำหรับนักเรียนไทย

ข้อมูลจาก QS World University Rankings 2025 ระบุว่ามหาวิทยาลัยในออสเตรเลีย 9 แห่งติดอันดับ 100 ของโลก โดย University of Melbourne อยู่อันดับที่ 13, University o

แกะรอยอันดับมหาวิทยาลัยออสเตรเลีย QS 2026: แผนที่นำทางสำหรับนักเรียนไทย

ข้อมูลจาก QS World University Rankings 2025 ระบุว่ามหาวิทยาลัยในออสเตรเลีย 9 แห่งติดอันดับ 100 ของโลก โดย University of Melbourne อยู่อันดับที่ 13, University of Sydney อันดับที่ 18, และ University of New South Wales อันดับที่ 19 ขณะที่ Department of Home Affairs รายงานในปี 2026 ว่ามีนักเรียนไทยในออสเตรเลียกว่า 8,200 คน เพิ่มขึ้น 12% จากปีก่อนหน้า การวิเคราะห์นี้จะช่วยให้นักเรียนไทยเข้าใจว่า “อันดับมหาวิทยาลัยออสเตรเลีย QS 2025” หมายถึงอะไรในทางปฏิบัติ และจะใช้ข้อมูลนี้ประกอบการตัดสินใจอย่างไร

QS 2025 เปลี่ยนไปอย่างไร: ปัจจัยที่กระทบอันดับโดยตรง

QS World University Rankings 2025 ได้ปรับเปลี่ยนน้ำหนักการให้คะแนนครั้งสำคัญ โดยเพิ่มตัวชี้วัดด้าน ความยั่งยืน (Sustainability) และ ผลลัพธ์การจ้างงาน (Employment Outcomes) เป็นครั้งแรก ซึ่งส่งผลให้อันดับของมหาวิทยาลัยออสเตรเลียหลายแห่งขยับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ University of Melbourne ขึ้นจากอันดับ 14 ในปี 2024 สู่ 13 ในปี 2025 ขณะที่ University of Sydney กระโดดจาก 19 สู่ 18

สำหรับนักเรียนไทย การเปลี่ยนแปลงนี้หมายถึง โอกาสด้านทุนการศึกษาที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะทุน OCSC Royal Scholarship ซึ่งมักกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำว่าผู้สมัครต้องได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยอันดับ 50 แรกของโลก ในปี 2025 มีมหาวิทยาลัยออสเตรเลียถึง 6 แห่งที่อยู่ในกลุ่มนี้ ได้แก่ Melbourne, Sydney, UNSW, Australian National University, Monash, และ University of Queensland

ข้อควรระวัง: อันดับที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปีไม่ได้สะท้อนคุณภาพการสอนที่เปลี่ยนไปในทันที แต่เป็นผลจากการปรับน้ำหนักตัวชี้วัด นักเรียนไทยควรพิจารณา อันดับตามสาขาวิชา (Subject Rankings) ร่วมด้วย โดยเฉพาะสาขาที่ไทยต้องการ เช่น IT, Hotel Management, และ Agriculture

การสมัครเรียนจากไทย: GAT/PAT และ IGCSE สู่ระบบออสเตรเลีย

นักเรียนไทยที่วางแผนเรียนต่อออสเตรเลียต้องเข้าใจ เส้นทางการสมัครที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับวุฒิการศึกษาที่มีอยู่ กรณีที่พบบ่อยที่สุดคือนักเรียนที่จบ ม.6 หรือ IGCSE/A-Level แล้วต้องการสมัครโดยตรง

Student campus

สำหรับนักเรียนที่สอบ GAT/PAT ผลคะแนนเหล่านี้สามารถใช้ยื่นสมัครมหาวิทยาลัยออสเตรเลียได้ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยในกลุ่ม Group of Eight (Go8) ซึ่งรับรองการเทียบวุฒิจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) อย่างไรก็ตาม แต่ละมหาวิทยาลัยมีข้อกำหนดแตกต่างกัน University of Melbourne กำหนดให้ผู้สมัครที่ใช้ GAT ต้องมีคะแนนรวมไม่ต่ำกว่า 60% ขณะที่ University of Sydney ต้องการ 65% ขึ้นไป

กรณีนักเรียนที่เรียน IGCSE และ A-Level ระบบการเทียบวุฒิจะตรงไปตรงมามากกว่า โดยมหาวิทยาลัยออสเตรเลียส่วนใหญ่ใช้ระบบ ATAR (Australian Tertiary Admission Rank) ในการคำนวณ ซึ่งสามารถแปลงจากคะแนน A-Level ได้ผ่านตารางเทียบของแต่ละสถาบัน เช่น 3 A-Levels ที่ได้ A*AA เฉลี่ยจะเทียบเท่า ATAR 95+ ซึ่งเพียงพอสำหรับสาขาแข่งขันสูงอย่างแพทยศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์

ข้อควรทราบ: การสมัครผ่าน ตัวแทนการศึกษาอย่างเป็นทางการ ของมหาวิทยาลัย (ไม่ใช่เอเยนต์ทั่วไป) จะช่วยลดความเสี่ยงในการยื่นเอกสารผิดพลาด โดยเฉพาะกรณีที่ต้องยื่นทั้ง GAT/PAT และ Portfolio พร้อมกัน

นักเรียนทุน OCSC Royal Scholarship: กลยุทธ์เลือกมหาวิทยาลัย

ทุน OCSC Royal Scholarship หรือทุนรัฐบาลไทยเป็นหนึ่งในเส้นทางหลักที่นักเรียนไทยใช้ศึกษาต่อออสเตรเลีย ในปี 2026 มีผู้ได้รับทุนไปศึกษาต่อในออสเตรเลียประมาณ 120 คน โดยสัดส่วนสูงสุดอยู่ที่สาขา IT และวิศวกรรมศาสตร์

ข้อกำหนดสำคัญของทุน OCSC คือ มหาวิทยาลัยที่รับต้องอยู่ใน 50 อันดับแรกของโลก ตามการจัดอันดับที่ ก.พ. รับรอง ซึ่ง QS 2025 ครอบคลุมมหาวิทยาลัยออสเตรเลีย 6 แห่งในกลุ่มนี้ สำหรับปี 2025-2026 มหาวิทยาลัยที่ได้รับการรับรองเพิ่มเติมคือ University of Queensland (อันดับ 43) และ Monash University (อันดับ 42)

นักเรียนทุนควรพิจารณา ปัจจัยเพิ่มเติมนอกเหนือจากอันดับ เช่น ความพร้อมของห้องปฏิบัติการวิจัย สาขาที่เปิดสอนในระดับปริญญาเอก และเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยไทย University of Melbourne มีโครงการวิจัยร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ขณะที่ University of Sydney มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดลในสาขาการแพทย์แผนปัจจุบัน

เคล็ดลับ: การสมัครทุน OCSC ต้องยื่นใบตอบรับจากมหาวิทยาลัยก่อนวันที่ 31 มีนาคมของทุกปี ดังนั้นนักเรียนควรเริ่มติดต่ออาจารย์ที่ปรึกษาในออสเตรเลียล่วงหน้าอย่างน้อย 6-8 เดือน

อาหารฮาลาลและวัฒนธรรมมุสลิมในมหาวิทยาลัยออสเตรเลีย

สำหรับนักเรียนไทยมุสลิม ข้อกังวลหลักคือการปรับตัวด้านอาหารและศาสนสถาน ออสเตรเลียมีประชากรมุสลิมประมาณ 813,000 คน (2026) โดยเมืองใหญ่ทุกแห่งมี ร้านอาหารฮาลาลและมัสยิด กระจายตัวหนาแน่น

มหาวิทยาลัยในออสเตรเลียให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก University of Melbourne มี Halal Food Zone ในโรงอาหารหลัก และมีห้องละหมาด (Prayer Room) ที่เปิด 24 ชั่วโมงในอาคาร Union House University of Sydney มีศูนย์อิสลาม (Islamic Centre) ที่ให้บริการอาหารฮาลาลทุกวันและจัดกิจกรรมทางศาสนาประจำสัปดาห์

สำหรับเมืองที่มีประชากรมุสลิมสูงที่สุดในออสเตรเลียคือ Sydney (ประมาณ 300,000 คน) และ Melbourne (ประมาณ 250,000 คน) ในซิดนีย์มีมัสยิดมากกว่า 100 แห่ง รวมถึงมัสยิดใหญ่ที่ Lakemba ซึ่งสามารถรองรับผู้ละหมาดได้ถึง 2,000 คน ขณะที่เมลเบิร์นมีมัสยิดในย่าน Carlton, Brunswick และ Preston

นักเรียนไทยมุสลิมควรตรวจสอบ นโยบายอาหารของมหาวิทยาลัย ก่อนสมัคร โดยมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่มีแผนก Student Diversity ที่ให้คำปรึกษาเฉพาะด้าน รวมถึงการจัดหาเนื้อฮาลาลในร้านค้าในมหาวิทยาลัย

วัดไทยในออสเตรเลีย: ศูนย์รวมจิตใจและวัฒนธรรม

หนึ่งในข้อดีสำหรับนักเรียนไทยในออสเตรเลียคือการมี วัดไทย กระจายตัวในทุกเมืองใหญ่ ปัจจุบันออสเตรเลียมีวัดไทยที่จดทะเบียนอย่างเป็นทางการ 32 แห่ง โดยวัดที่มีชื่อเสียงและมีบทบาทสูงต่อชุมชนไทย ได้แก่ วัดป่าพุทธรังสี ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ และ วัดไทยนอร์ธชอร์ ในซิดนีย์

วัดไทยในออสเตรเลียไม่เพียงเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม แต่ยังเป็น ศูนย์กลางทางสังคม ที่นักเรียนไทยสามารถมาพบปะ รับคำปรึกษา และร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรม เช่น วันสงกรานต์ วันลอยกระทง และวันสำคัญทางพุทธศาสนา วัดไทยหลายแห่งยังมีโครงการ ทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนไทย ที่ขาดแคลน โดยเฉพาะในรัฐควีนส์แลนด์และวิกตอเรีย

สำหรับนักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือด้านภาษา วัดไทยมักมีพระสงฆ์ที่พูดภาษาไทยและอังกฤษได้คล่อง ทำให้เป็นจุดติดต่อแรกที่ดีสำหรับนักเรียนใหม่ที่ยังไม่คุ้นเคยกับระบบออสเตรเลีย

เส้นทางบินตรงและค่าใช้จ่าย: Bangkok-Sydney และเส้นทางอื่น

การเดินทางระหว่างไทยและออสเตรเลียมีความสะดวกเพิ่มขึ้นอย่างมากในปี 2025-2026 ปัจจุบันมี เที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ สู่ซิดนีย์ โดยสายการบินไทย Airways International และ Qantas ให้บริการวันละ 2 เที่ยวบิน ใช้เวลาบินประมาณ 9 ชั่วโมง 15 นาที ค่าโดยสารไป-กลับชั้นประหยัดเริ่มต้นที่ 18,000-25,000 บาท (ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา)

นอกจากซิดนีย์แล้ว ยังมีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ สู่ เมลเบิร์น โดยสายการบินไทย Airways International 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และสู่ เพิร์ธ โดยสายการบิน Jetstar และ AirAsia X ซึ่งเป็นตัวเลือกที่ประหยัดกว่า โดยเฉพาะสำหรับนักเรียนที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย

สำหรับนักเรียนที่วางแผนเดินทางไปเมืองอื่น เช่น บริสเบน อเดเลด หรือโกลด์โคสต์ การเปลี่ยนเครื่องที่ซิดนีย์หรือเมลเบิร์นเป็นทางเลือกที่สะดวกที่สุด โดยสายการบินภายในประเทศอย่าง Qantas, Virgin Australia และ Jetstar มีเที่ยวบินเชื่อมต่อทุกชั่วโมง

ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง: นักเรียนควรเผื่อค่าใช้จ่ายสำหรับ วีซ่านักเรียน (Subclass 500) ซึ่งมีค่าธรรมเนียม 1,600 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 38,000 บาท) และค่าใช้จ่าย Overseas Student Health Cover (OSHC) ประมาณ 500-700 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อปี

IT และ Hotel Management: สาขาที่ไทยต้องการ

สองสาขาวิชาที่มีความต้องการสูงในตลาดแรงงานไทยและออสเตรเลียคือ IT (Information Technology) และ Hotel Management ซึ่งมหาวิทยาลัยออสเตรเลียมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ

สำหรับ IT มหาวิทยาลัยที่โดดเด่นใน QS 2025 ได้แก่ University of Melbourne (อันดับ 1 ในออสเตรเลียสาขา Computer Science), University of Sydney (อันดับ 2), และ University of New South Wales (อันดับ 3) สาขานี้มีอัตราการได้งานหลังเรียนจบสูงถึง 94% ในออสเตรเลีย (2025 data) โดยเฉพาะด้าน Cybersecurity, Data Science, และ Artificial Intelligence

สำหรับ Hotel Management หรือการจัดการการท่องเที่ยวและโรงแรม มหาวิทยาลัยที่แนะนำ ได้แก่ University of Queensland (อันดับ 1 ในออสเตรเลียสาขา Hospitality), Griffith University (อันดับ 2), และ University of Sydney (อันดับ 3) Griffith University มีชื่อเสียงโดยเฉพาะด้านการฝึกงานกับโรงแรมระดับ 5 ดาวในโกลด์โคสต์และซิดนีย์

นักเรียนไทยที่สนใจสาขาเหล่านี้ควรพิจารณา หลักสูตรที่มีการฝึกงาน (Internship) ซึ่งเป็นข้อกำหนดของมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เช่น University of Queensland มีโครงการฝึกงานกับโรงแรมในเครือ Accor และ Marriott ขณะที่ UNSW มีโครงการร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Google และ Microsoft

Get an OSHC quote now

Loading… If the widget does not appear, please refresh the page.

Student campus

FAQ

Q1: อันดับมหาวิทยาลัยออสเตรเลีย QS 2025 แตกต่างจากปี 2024 มากน้อยแค่ไหน?

QS 2025 มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือการเพิ่มตัวชี้วัดด้านความยั่งยืน (Sustainability) และผลลัพธ์การจ้างงาน (Employment Outcomes) ซึ่งส่งผลให้ University of Melbourne ขยับจากอันดับ 14 สู่ 13, University of Sydney จาก 19 สู่ 18, และ University of New South Wales จาก 19 สู่ 19 เท่าเดิม สำหรับนักเรียนไทย การเปลี่ยนแปลงนี้หมายถึงมหาวิทยาลัยที่อยู่ใน 50 อันดับแรกเพิ่มขึ้นจาก 5 แห่งเป็น 6 แห่ง (รวม University of Queensland ที่อันดับ 43)

Q2: นักเรียนไทยที่สอบ GAT/PAT สามารถสมัครมหาวิทยาลัยออสเตรเลียได้หรือไม่?

ได้ โดยมหาวิทยาลัยในกลุ่ม Group of Eight (Go8) รับรองวุฒิ GAT/PAT ผ่านการเทียบจากสำนักงาน ก.พ. ข้อกำหนดแตกต่างกันไป เช่น University of Melbourne ต้องการ GAT รวมไม่ต่ำกว่า 60%, University of Sydney ต้องการ 65% ขึ้นไป, และ University of New South Wales ต้องการ 70% สำหรับสาขาแข่งขันสูง นักเรียนควรตรวจสอบเกณฑ์เฉพาะของแต่ละมหาวิทยาลัยก่อนสมัคร เนื่องจากบางสาขาอาจกำหนดคะแนนขั้นต่ำสูงกว่า

Q3: ค่าใช้จ่ายรวมในการศึกษาต่อออสเตรเลียสำหรับนักเรียนไทยในปี 2026 ประมาณเท่าไร?

ค่าใช้จ่ายรวมต่อปีประกอบด้วย ค่าเล่าเรียนเฉลี่ย 35,000-50,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 840,000-1,200,000 บาท) ค่าที่พัก 15,000-25,000 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อปี ค่าอาหาร 5,000-8,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ค่า OSHC 500-700 ดอลลาร์ออสเตรเลีย และค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ รวมประมาณ 55,000-85,000 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อปี (ประมาณ 1,320,000-2,040,000 บาท) ขึ้นอยู่กับเมืองและรูปแบบการใช้ชีวิต

参考资料

  • QS World University Rankings, 2025, “QS World University Rankings 2025: Methodology and Results”
  • Department of Home Affairs, 2026, “Student Visa and Migration Statistics: Thailand Cohort Report”
  • Universities Australia, 2026, “International Student Enrolment Data: Thailand Market Analysis”
  • สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.), 2025, “หลักเกณฑ์การรับรองวุฒิการศึกษาต่างประเทศ”
  • Tourism Australia, 2026, “Halal Tourism and Muslim-Friendly Services in Australian Universities”